โดยทั่วไปแล้ว หลายคนยื่นสินเชื่อซื้อบ้านหรือคอนโดจากธนาคาร ไม่ค่อยได้เตรียมตัวสักเท่าไหร่ ยื่นก่อน แล้วมาลุ้นเอาทีหลังว่ายื่นผ่าน หรือไม่ผ่าน ในบทความนี้จะเสนอวิธีการยื่นสินเชื่อซื้อบ้านและคอนโดอย่างไร ให้ธนาคารอนุมัติได้ทันที

  1. หลักฐานสำคัญสำหรับธนาคาร “เครดิตบูโร”

ในการพิจารณาสินเชื่อซื้อคอนโดและบ้านนั้น ธนาคารจะตรวจสอบว่าผู้กู้นั้นติดเครดิตบูโรหรือไม่ หรือตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้กู้นั้นเอง ว่าผู้กู้มีหนี้เยอะมากน้อยแค่ไหน มีกำลังชำระหนี้ได้หรือเปล่า และสิ่งที่ธนาคารสามารถตรวจสอบได้นั้น คือ เครดิตบูโร หากมียอดหนี้ค้างชำระ การชำระหนี้กับสถาบันการเงิน จะเก็บข้อมูลเป็นเวลา 3  ปี

  • ยอดหนี้ค้างชำระเกินกำหนด หากธนาคารตรวจสอบแล้วเจอยอดหนี้ค้างชำระ ก็จะจัดให้เป็น Black List ตามกฎของธนาคาร
  • ยอดหนี้ค้างชำระ ธนาคารจะดูย้อนหลัง 6 เดือน
  1. หนี้นอกระบบที่ธนาคารมองไม่เห็น

หากผู้กู้มีหนี้นอกระบบไมว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ธนาคารก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ เว้นแต่ธนาคารจะเช็คจากการโอนเงิน ไปยังอีกบัญชีหนึ่ง ที่มีการโอนเงินอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ผู้กู้ที่มีหนี้นอกระบบเยอะ แต่กลับไม่มีหนี้ทางการสถาบันเลย ก็มีโอกาสที่จะทำกู้สินเชื่อซื้อบ้านและคอนโดจากธนาคารได้

  1. จัดเกรด หรือเครดิตลูกค้า

ธนาคารจะจัดเครดิตลูกค้าได้โดยการเน้นไปที่การชำระหนี้ ประวัติการกู้สินเชื่อเป็นอันดับแรก หากลูกค้าไม่มีหนี้ หรือมีบัตรเครดิต และสามารถจ่ายเต็มทุกเดือน ธนาคารก็อาจจะจัดลูกค้าประเภทนี้อยู่ในเกรด A หรือ B นั่นเอง แต่ถ้าหากใครค้างชำระหนี้เป็นเวลานานแล้ว ธนาคารก็จะจัดให้อยู่ในกลุ่ม Black List เลย อย่างไรก็ตาม หากผู้กู้ไม่เคยมีประวัติทางการเงินเลย ธนาคารก็ไม่อนุมัติให้กู้สินเชื่อได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่จะกู้สินเชื่อจากธนาคาร ทางเว็บไซต์แนะนำให้ทำบัตรเครดิตก่อน เพื่อสร้างเครดิตให้กับตัวเอง

  1. ยื่นกู้หลายๆธนาคาร

ผู้กู้สามารถยื่นกู้จากธนาคารได้หลายๆธนาคารในเวลาเดียว และธนาคารไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากธนาคารจะตรวจสอบได้จากเครดิตบูโรเท่านั้น ทั้งนี้ผู้กู้ต้องประเมินความสามารถของตัวเองในการชำระหนี้อีกด้วยนะคะ

  1. ปิดบัตรเงินสด

ถ้าผู้กู้มีบัตรเครดิต แนะนำให้ผู้กู้ปิดบัตรเงินสด โดยที่ไม่ต้องปิดบัตรเครดิตก็ได้  เพราะการกดเงินสดใช้ นั่นหมายความว่า ธนาคารจะมองไม่ดี มองว่าเป็นเงินกู้พร้อมใช้ ซึ่งไม่ดีต่อการยื่นเงินกู้สินเชื่อค่ะ

  1. เมื่อกู้ไม่ผ่าน ธนาคารจะไม่บอกกันตรงๆ

ธนาคารจะไม่บอกตรงๆ ในกรณีที่กู้ไม่ผ่าน เนื่องจากหนี้ของผู้กู้มีเยอะกว่า 60 % ของรายได้ โดยธนาคารจะเสนอให้ผู้กู้ ยื่นกู้ร่วม และให้กู้ได้ไม่เต็ม 100% การหาผู้กู้ร่วมนี้ จะส่งผลกระทบก็ต่อเมื่อการรับเงินดาวน์จากทางโครงการคืน เนื่องจากกู้ไม่ผ่าน

  1. คืนเงินประกัน

ข้อนี้แนะนำให้อ่านสัญญาให้ดีๆกันนะคะ เพราะส่วนใหญ่แล้ว จะเข้าใจผิดว่าจะได้เงินคืนไม่ครึ่งหนึ่ง หรือเกือบเต็ม นั่นคือความเข้าใจผิดค่ะ จริงๆแล้ว ผู้กู้จะได้เงินประกันคืนน้อยมาก

  1. ผ่อนคอนโดให้หมดก่อน 30 ปี

หากผู้ซื้อมีกำลังจ่ายค่าผ่อนบ้าน หรือคอนโด แนะนำให้ผ่อนให้หมดก่อน 30 ปีค่ะ เพราะในอนาคต มูลค่าของเงินจะมีค่าน้อยกว่าเงินในปัจจุบัน เช่น หากปัจจุบันมีเงิน 20,800 บาท สามารถซื้อทองได้ 1 บาท แต่ในอนาคต อาจจะซื้อทองได้แค่ 2 สลึงก็ได้ ดังนั้น ทางเว็บไซต์แนะนำพยายามผ่อนบ้านหรือคอนโดให้หมดก่อน 30 ปีค่ะ

  1. สินเชื่อสุดพิเศษ สำหรับโครงการพิเศษ

สินเชื่อประเภทนี้ คือ เป็นโครงการที่ธนาคารที่ปล่อยกู้สินเชื่อในการก่อสร้างโครงการ หรือเป็นโครงการที่มาจาก developer รายใหญ่ ซึ่งจะได้สิทธิพิเศษ เช่น สามารถกู้ได้เกิน 100% และไม่จำเป็นต้องประเมิน หรือคิดตามความสามารถในการผ่อนหนี้

  1. ดอกเบี้ยคนละตัว ระหว่าง สินเชื่อตกแต่ง กับ สินเชื่อซื้อคอนโด

การยื่นกู้สินเชื่อตกแต่งคอนโด และสินเชื่อซื้อคอนโดนั้น มีข้อดี คือ ทางธนาคารจะอนุมัติง่าย แต่หากมองในด้านของดอกเบี้ย จะเป็นดอกเบี้ย คนละตัวกันเลย ราวๆ 20-23% ต่อปี หากผู้ซื้อต้องการกู้สินเชื่อเพื่อการตกแต่ง แนะนำให้ต่อรองกับโครงการขอส่วนลด และห้ามให้ธนาคารรู้เด็ดขาด

บทความข้างต้น เป็นสิ่งที่ธนาคารไม่บอก หากต้องการกู้สินเชื่อซื้อบ้านและคอนโด ต้องศึกษาให้ดีๆค่ะ ศึกษาดี ข้อมูลเยอะ ย่อมได้เปรียบค่ะ